nawarat_law_firm__logo__500px

DNA TEST REPORT

ตรวจดีเอ็นเอ

       จากกระแสข่าวที่สังคมให้ความสนใจเกี่ยวกับกรณีหญิงตั้งครรภ์และมีการกล่าวอ้างว่าชายคนหนึ่งเป็นบิดาของเด็ก หลายฝ่ายตั้งคำถามว่า หากภายหลังมีการตรวจพิสูจน์ทางพันธุกรรม (DNA) ระหว่างตั้งครรภ์ และผลปรากฏว่าไม่ตรงกับชายที่ถูกกล่าวอ้าง บุคคลดังกล่าวจะสามารถดำเนินคดีกับผู้กล่าวอ้างได้หรือไม่

ในทางกฎหมาย ผลการตรวจ DNA เป็นเพียงพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ใช้พิสูจน์ความสัมพันธ์ทางสายเลือดเท่านั้น การพิจารณาความรับผิดทางกฎหมายยังต้องคำนึงถึงข้อเท็จจริง เจตนา และพฤติการณ์แห่งคดีประกอบกัน ไม่อาจสรุปได้จากผลตรวจเพียงอย่างเดียว

1. ประเด็นความผิดฐานหมิ่นประมาท

ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 326 หากมีการกล่าวหรือยืนยันต่อบุคคลอื่นว่าชายคนหนึ่งเป็นบิดาของเด็ก ทั้งที่ข้อเท็จจริงไม่เป็นเช่นนั้น และข้อความดังกล่าวก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง ผู้กล่าวอ้างอาจมีความเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดีฐานหมิ่นประมาทได้

กรณีดังกล่าวอาจมีความสำคัญยิ่งขึ้น หากผู้ถูกกล่าวอ้างเป็นบุคคลสาธารณะ นักแสดง นักร้อง หรือบุคคลที่มีชื่อเสียง เนื่องจากอาจส่งผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ความน่าเชื่อถือ และการประกอบอาชีพ

2. ความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา

หากมีการเผยแพร่ข้อมูลดังกล่าวผ่านสื่อสาธารณะ ไม่ว่าจะเป็นการโพสต์ข้อความบนสื่อออนไลน์ การถ่ายทอดสด (Live) การให้สัมภาษณ์ หรือช่องทางอื่นที่เข้าถึงประชาชนจำนวนมาก อาจเข้าข่ายความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณาตามมาตรา 328 ซึ่งกฎหมายกำหนดโทษไว้สูงกว่าความผิดฐานหมิ่นประมาททั่วไป

3. สิทธิในการเรียกค่าสินไหมทดแทนทางแพ่ง

นอกจากความรับผิดทางอาญาแล้ว ผู้เสียหายอาจมีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 420 หากสามารถพิสูจน์ได้ว่าอีกฝ่ายได้กระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ และการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหาย

ตัวอย่างความเสียหายที่อาจเรียกร้องได้ เช่น

• ความเสียหายต่อชื่อเสียงและเกียรติยศ
• การสูญเสียโอกาสทางธุรกิจหรือรายได้
• ความเสียหายต่อภาพลักษณ์หรือความน่าเชื่อถือ

4. ประเด็นความผิดฐานฉ้อโกง

การที่ผลตรวจ DNA ไม่ตรงกับผู้ถูกกล่าวอ้าง มิได้หมายความว่าจะเข้าข่ายความผิดฐานฉ้อโกงโดยอัตโนมัติ

การจะเป็นความผิดฐานฉ้อโกงตามกฎหมาย จำเป็นต้องมีพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นว่า ผู้กระทำรู้อยู่แล้วว่าชายดังกล่าวมิใช่บิดาของเด็ก แต่ยังคงแสดงข้อความอันเป็นเท็จเพื่อหลอกลวง และเป็นเหตุให้ได้มาซึ่งทรัพย์สิน เงิน หรือประโยชน์อื่นใดจากผู้เสียหาย

ตัวอย่างเช่น การหลอกให้จ่ายค่าเลี้ยงดู มอบทรัพย์สิน หรือให้ผลประโยชน์ทางการเงินโดยอาศัยความเชื่อว่าตนเป็นบิดาของเด็ก

สิ่งที่ศาลจะนำมาพิจารณา

แม้ผลตรวจ DNA จะเป็นหลักฐานสำคัญ แต่การวินิจฉัยคดีจะต้องพิจารณาข้อเท็จจริงโดยรอบร่วมด้วย เช่น

• ผู้กล่าวอ้างทราบความจริงอยู่แล้วหรือไม่
• มีเจตนาหลอกลวงหรือกลั่นแกล้งหรือไม่
• มีการเผยแพร่ข้อมูลต่อบุคคลอื่นหรือสาธารณชนเพียงใด
• ผู้ถูกกล่าวอ้างได้รับความเสียหายจริงหรือไม่ และมากน้อยเพียงใด

สรุป

ผลตรวจ DNA ที่ไม่ตรงกับผู้ถูกกล่าวอ้างว่าเป็นบิดา ไม่ได้ทำให้บุคคลใดมีความผิดทางกฎหมายโดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ตาม หากพิสูจน์ได้ว่ามีการกล่าวอ้างหรือเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ โดยรู้อยู่แล้วว่าไม่เป็นความจริง และการกระทำนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่อชื่อเสียงหรือสิทธิของผู้อื่น ผู้เสียหายอาจมีสิทธิใช้มาตรการทางกฎหมายทั้งทางอาญาและทางแพ่งได้ตามกรณี

ท้ายที่สุด การพิจารณาความรับผิดทางกฎหมายมิได้อาศัยกระแสสังคมหรือความเชื่อของสาธารณชน แต่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และเจตนาของผู้เกี่ยวข้องเป็นสำคัญ

———————
หากท่านมีข้อสงสัยว่าเคสของท่านเป็นกรณีตามข้อหาหรือฐานความผิดใดนั้นท่านสามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับคำปรึกษากับทีมทนายความของสำนักงานทาง Inbox หรือโทรศัพท์ 088-8851717 ทนายนวพล
เบอร์โทรสำนักงาน 053-014202
LINE ID : thenawarat17
บริษัทตั้งอยู่ที่
โครงการฟิฟธ์ อเวนิว รวมโชค
ตึกเลขที่ 555/143-144 หมู่ 2
ต.หนองจ๊อม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50210
บริษัทเปิดทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.30 น. – 17.00 น.
วันเสาร์ เวลา 8.30 น.–12.00 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์