คดีนี้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันบุกรุกและครอบครองพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่าต้นน้ำลำธารและอยู่ในเขตลุ่มน้ำชั้น 1 เอ เนื้อที่ประมาณ 62 ไร่ 25 ตารางวา โดยมีการแผ้วถางและใช้ประโยชน์ในพื้นที่ดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาต อันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507
เมื่อศาลรับฟังข้อเท็จจริงได้ว่าจำเลยทั้งสองกระทำการตามที่โจทก์ฟ้องจริง การกระทำดังกล่าวจึงเข้าข่ายความผิด 2 ฐาน คือ
- ร่วมกันยึดถือ ครอบครอง ทำประโยชน์ หรือแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติเป็นพื้นที่เกิน 25 ไร่ โดยไม่ได้รับอนุญาต ตามมาตรา 31 วรรคสอง
- ร่วมกันก่อสร้างหรือแผ้วถางป่าสงวนแห่งชาติที่เป็นพื้นที่ต้นน้ำลำธาร ตามมาตรา 31 วรรคสอง (3)
อย่างไรก็ตาม ศาลฎีกาเห็นว่าการกระทำทั้งสองฐานความผิดเกิดจากการกระทำเดียวกัน จึงเป็นกรณี “กรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 เมื่อบทกฎหมายทั้งสองกำหนดอัตราโทษเท่ากัน จึงให้ลงโทษเพียงบทเดียว คือ ความผิดตามมาตรา 31 วรรคสอง
แม้คู่ความจะไม่ได้ยกประเด็นนี้ขึ้นฎีกา แต่เป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาจึงมีอำนาจยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขคำพิพากษาให้ถูกต้องได้เอง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบมาตรา 225
คำพิพากษาฎีกาที่ 746/2567

