nawarat_law_firm__logo__500px

Supreme Court No.9543/2551

9543-2551
        ในทางกฎหมาย สิทธิครอบครองตามโฉนดที่ดิน หรือ เจตนาอุทิศเพื่อสาธารณประโยชน์ของผู้ตาย สิ่งใดมีน้ำหนักทางคดีมากกว่ากัน?
 
        กลายเป็นประเด็นทอล์กออฟเดอะทาวน์ที่สังคมและแวดวงนักกฎหมายกำลังจับตามองอย่างใกล้ชิด สำหรับข้อพิพาทที่ดินเนื้อที่กว่า 26 ไร่ บริเวณชุมชนกังสดาล ติดมหาวิทยาลัยขอนแก่น ของ “วัดป่าอดุลยาราม” ซึ่งมีมูลค่าประเมินทางเศรษฐกิจสูงเกือบ 80 ล้านบาท เมื่อฝ่ายทายาทของผู้บริจาคที่ดินเดิมเข้าล้อมรั้วปิดทางเข้า-ออก พร้อมยื่นฟ้องร้องเพื่อทวงคืนที่ดิน โดยอ้างสิทธิความเป็นทายาทโดยธรรมเนื่องจากชื่อบนโฉนดที่ดินยังมิได้มีการจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่วัดอย่างเป็นทางการ ขณะที่ทางวัดยันยืนยันสิทธิครอบครองเนื่องจากผู้ตายได้อุทิศที่ดินผืนนี้ให้สร้างวัดมานานกว่า 3 ทศวรรษ
        ปมขัดแย้งนี้ส่งผลให้เกิดคำถามสำคัญในทางนิติศาสตร์ว่า ระหว่าง “หนังสือสำคัญแสดงสิทธิ์ (โฉนดที่ดิน)” ที่ยังคงปรากฏชื่อบุคคลธรรมดา กับ “เจตนาบริสุทธิ์ในการอุทิศที่ดินเพื่อศาสนประโยชน์” ของเจ้าของเดิมที่เสียชีวิตไปแล้ว สิ่งใดจะมีน้ำหนักและคำวินิจฉัยของศาลจะเอนเอียงไปทางไหน ?
 
         แนวคำพิพากษาศาลฎีกา : เจตนาอุทิศเด็ดขาด เหนือกว่าสิทธิทางทะเบียน
        หากพิจารณาตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 525 การโอนกรรมสิทธิ์ในอสังหาริมทรัพย์โดยการให้ โดยทั่วไปจะต้องทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ มิฉะนั้นจะตกเป็นโมฆะ แต่อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาไทยได้วางบรรทัดฐานข้อยกเว้นที่เด็ดขาดเอาไว้ในกรณีที่เป็น “การอุทิศที่ดินให้แก่วัดหรือสาธารณประโยชน์” โดยมีแนวคำพิพากษาที่คล้ายคลึงกันและสามารถนำมาเทียบเคียงกับคดีวัดป่าอดุลยารามได้อย่างชัดเจน ดังนี้ :
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 9543/2551: ศาลฎีกาวินิจฉัยวางหลักไว้ว่า เมื่อเจ้าของที่ดินแสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้สร้างวัด แม้ในขณะนั้นจะยังมีฐานะเป็นเพียงที่พักสงฆ์หรือสำนักสงฆ์ (ยังไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคล) แต่เมื่อต่อมาภายหลังกระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศจัดตั้งเป็นวัดในราชกิจจานุเบกษา ที่ดินย่อมตกเป็นกรรมสิทธิ์ของวัดโดยสมบูรณ์ทันทีตามกฎหมาย นับแต่วันที่ประกาศ โดยไม่จำเป็นต้องทำเป็นหนังสือหรือจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ซ้ำอีก
  • คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 8377/2549: ย้ำชัดในหลักสิทธิเด็ดขาดของการอุทิศว่า การแสดงเจตนาอุทิศที่ดินให้เป็นสาธารณประโยชน์หรือศาสนประโยชน์ มีผลสมบูรณ์ทันทีที่แสดงเจตนา ส่งผลให้ที่ดินผืนนั้นแปรสภาพเป็นศาสนสมบัติหรือสาธารณสมบัติของแผ่นดินทันที นับแต่วินาทีนั้น เจ้าของเดิมหรือทายาทโดยธรรม จะหมดสิทธิเพิกถอน นำไปโอนให้บุคคลอื่น หรือฟ้องร้องเรียกคืนโดยสิ้นเชิง
 
บทสรุปและจุดเปลี่ยนของคดีวัดป่าอดุลยาราม
เมื่อนำบรรทัดฐานของศาลฎีกาข้างต้นมาจับกับกรณีข้อพิพาทของวัดป่าอดุลยาราม จังหวัดขอนแก่น จะพบความเชื่อมโยงที่สำคัญ 2 ประการ :
  1. การพิสูจน์ “เจตนาสุดท้าย” ของผู้ตาย: หากทางวัดสามารถพิสูจน์ต่อศาลได้ตามข้อเท็จจริงว่า “นายเฮียง พิมพ์ศรี” (เจ้าของที่ดินเดิม) ได้มีเจตนาอุทิศที่ดินผืนนี้เพื่อสร้างวัดจริงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 ก่อนที่ตนเองจะเสียชีวิต ประกอบกับมีหลักฐานการประกาศจัดตั้งวัดป่าอดุลยารามอย่างถูกต้องตามกฎหมายในราชกิจจานุเบกษาเมื่อปี พ.ศ. 2541 แล้ว ในทางกฎหมายถือว่าที่ดิน 26 ไร่นี้ ได้แปรสภาพเป็นที่ธรณีสงฆ์โดยสมบูรณ์ไปแล้วตั้งแต่ปี 2541
  2. สถานะของโฉนดและสิทธิของทายาท: แม้ปัจจุบันโฉนดที่ดินจะยังคงเป็นชื่อของนายเฮียง และทายาทจะอ้างสิทธิในฐานะผู้จัดการมรดก แต่เมื่อที่ดินตกเป็นที่ธรณีสงฆ์ไปแล้วตามหลักการอุทิศ กฎหมายระบุชัดเจนว่าที่ธรณีสงฆ์จะไม่สามารถโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่กันได้ เว้นแต่จะตราเป็นพระราชกฤษฎีกา ส่งผลให้สิทธิทางทะเบียนของทายาทไม่อาจนำมาหักล้างเจตนาการอุทิศในอดีตได้
 
           คดีนี้จึงเป็นอุทาหรณ์ชิ้นสำคัญที่ตอกย้ำว่า “ชื่อบนหน้าโฉนด” อาจไม่ได้การันตีความเป็นเจ้าของเสมอไป หากที่ดินผืนนั้นถูกผูกโยงไว้ด้วยเจตนาอันเป็นกุศลเพื่อประโยชน์สาธารณะ ซึ่งกฎหมายไทยให้ความคุ้มครองสูงสุดเหนือสิทธิทางทะเบียนของบุคคลธรรมดา ท้ายที่สุดแล้วบทสรุปของคดีนี้จะเป็นอย่างไร คำสั่งศาลฎีกาที่จะออกมาในอนาคตอันใกล้จะเป็นคำตอบสุดท้ายที่จะยุติมรดกเลือดมูลค่า 80 ล้านบาทนี้อย่างเป็นธรรม
 
 
———————
หากท่านมีข้อสงสัยว่าคดีของท่านเป็นกรณีตามข้อหาหรือฐานความผิดใด หรือเกี่ยวข้องกับปัญหาข้อกฎหมายในด้านใดหรือไม่ ท่านสามารถทำการนัดหมาย เพื่อเข้ารับคำปรึกษากับทีมทนายความของสำนักงานทาง Inbox หรือโทรศัพท์ 088-8851717 ทนายนวพล
เบอร์โทรสำนักงาน 053-014202
LINE ID : thenawarat17
บริษัทตั้งอยู่ที่
โครงการฟิฟธ์ อเวนิว รวมโชค
ตึกเลขที่ 555/143-144 หมู่ 2
ต.หนองจ๊อม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50210
บริษัทเปิดทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.30 น. – 17.00 น.
วันเสาร์ เวลา 8.30 น.–12.00 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์