กรณีนี้เป็นเรื่องเกี่ยวกับที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นทรัพย์มรดกของ พ. โดยมี อ. ทำหน้าที่เป็นผู้จัดการมรดก แต่ อ. กลับจดทะเบียนโอนที่ดินมรดกมาเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเองในฐานะส่วนตัว ก่อนจะโอนต่อให้ ส. และต่อมา ส. ได้โอนให้แก่จำเลย
ศาลเห็นว่า การที่ อ. ซึ่งเป็นผู้จัดการมรดกโอนทรัพย์มรดกมาเป็นชื่อของตนเอง ไม่ถือเป็นการแบ่งปันมรดกโดยสุจริตตามหน้าที่ของผู้จัดการมรดก ดังนั้น จึงยังถือไม่ได้ว่าการจัดการมรดกของ พ. เสร็จสิ้นแล้ว แม้กรรมสิทธิ์จะถูกโอนต่อไปยัง ส. และจำเลยก็ตาม ที่ดินและสิ่งปลูกสร้างดังกล่าวยังคงเป็นทรัพย์มรดกของ พ. และผู้ที่ครอบครองทรัพย์ดังกล่าวต้องถือไว้แทนทายาทโดยธรรมคนอื่น ๆ
ต่อมาจำเลยได้แบ่งแยกที่ดินและขายให้แก่บุคคลภายนอก ศาลเห็นว่า แม้ที่ดินจะถูกขายออกไปแล้ว เงินที่ได้รับจากการขายก็ยังคงเป็นทรัพย์มรดก ซึ่งจำเลยมีหน้าที่ต้องถือไว้แทนทายาททุกคน
อย่างไรก็ตาม ในส่วนของจำเลย ศาลเห็นว่าจำเลยเข้าใจโดยสุจริตว่า อ. ได้จัดการมรดกเสร็จสิ้นแล้ว และที่ดินได้กลายเป็นกรรมสิทธิ์ส่วนตัวของผู้รับโอน การที่จำเลยนำที่ดินไปแบ่งแยกและขายจึงยังไม่ปรากฏว่าจำเลยมีเจตนาทุจริต ยักย้าย หรือปิดบังทรัพย์มรดกเพื่อให้ทายาทคนอื่นเสียประโยชน์ ดังนั้น จำเลยจึงไม่ถูกกำจัดมิให้ได้รับมรดก
สำหรับสิทธิในการฟ้องคดี ศาลเห็นว่า การที่โจทก์ซึ่งเป็นทายาทร่วมกันฟ้องขอให้จำเลยโอนที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก รวมทั้งคืนเงินที่ได้จากการขายที่ดิน เป็นการเรียกร้องเพื่อให้มีการ แบ่งปันทรัพย์มรดก เมื่อทรัพย์มรดกดังกล่าวยังไม่ได้ถูกแบ่งให้แก่ทายาทโดยชอบ จึงถือว่ายังอยู่ในระหว่างการจัดการมรดก
ดังนั้น แม้จะพ้นกำหนด 1 ปีนับแต่วันที่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย หรือวันที่ทายาทรู้หรือควรรู้ถึงการตาย ทายาทก็ยังมีสิทธิฟ้องคดีเพื่อเรียกร้องให้แบ่งปันทรัพย์มรดกได้
นอกจากนี้ การฟ้องให้โอนที่ดินกลับคืนสู่กองมรดก ย่อมรวมถึง สิ่งปลูกสร้างซึ่งเป็นส่วนควบของที่ดิน ด้วย ดังนั้น ในการคำนวณทุนทรัพย์ที่พิพาท จึงต้องนำทั้งราคาประเมินของที่ดินและสิ่งปลูกสร้างมารวมกัน
สรุป: ที่ดินพิพาทยังคงเป็นทรัพย์มรดกของ พ. แม้จะมีการโอนต่อกันหลายครั้งและแม้จำเลยจะขายที่ดินบางส่วนไปแล้ว เงินที่ได้จากการขายก็ยังเป็นทรัพย์มรดกที่ต้องนำกลับมาแบ่งให้ทายาท ส่วนจำเลยไม่ถูกตัดสิทธิจากการรับมรดก เพราะไม่ปรากฏว่ามีเจตนาทุจริตในการยักย้ายหรือปิดบังทรัพย์มรดก

