กรณีครูวัย 47 ชาวบุรีรัมย์ ครูติ๋วถูกเพื่อนร่วมวิชาชีพลอยแพแบกภาระชำระหนี้แทนกว่า 16 ล้าน หลังค้ำประกันเงินกู้ให้เพื่อนครู 5 คน แต่เบี้ยวไม่จ่ายจนโดนฟ้องและไม่เข้ากระบวนการประนอมหนี้กลับยอมเป็นบุคคลล้มละลาย เพื่อเลี่ยงชำระหนี้ แต่กลับได้เงินเลี้ยงชีพเดือนละเกือบ 2 หมื่นและยังเป็นครู ร.ร.เอกชน ใช้ชีวิตสุขสบายแต่เมินจ่ายหนี้ ทำครูคนค้ำที่ถูกลอยแพต้องจ่ายหนี้แทนเครียดจัดเส้นเลือดสมองแตก ทำหนังสือร้องต้นสังกัดแต่เงียบ วอน ก.ศึกษา ตรวจสอบช่วยเหลือ
อย่างไรก็ตาม ในทางกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ รวมถึงแนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่เกี่ยวข้องกับ “สิทธิของผู้ค้ำประกันที่ต้องชำระหนี้แทนลูกหนี้” มีหลักกฎหมายเทียบเคียงที่ตรงกับกรณีนี้ดังนี้:
สิทธิรับช่วงสิทธิและไล่เบี้ย (ป.พ.พ. มาตรา 693): เมื่อผู้ค้ำประกันชำระหนี้ให้เจ้าหนี้แล้ว ย่อมมีสิทธิไล่เบี้ยเอาเงินคืนจากลูกหนี้ชั้นต้นได้เต็มจำนวน พร้อมดอกเบี้ยและค่าเสียหาย
เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 801/2544 และ 2552/2557: ศาลฎีกาตัดสินวางหลักไว้ว่า เมื่อผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้แก่เจ้าหนี้แทนลูกหนี้ไปแล้ว ย่อมรับช่วงสิทธิของเจ้าหนี้มาฟ้องไล่เบี้ยเอาเงินคืนจากลูกหนี้ได้ และหากลูกหนี้มีผู้ค้ำประกันหลายคน ผู้ค้ำประกันที่ชำระหนี้ไปแล้วยังมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเอากับผู้ค้ำประกันคนอื่นๆ ตามส่วนได้ด้วย
ข้อจำกัดในทางปฏิบัติของคดีนี้
แม้ตามแนวฎีกาครูติ๋วจะมีสิทธิฟ้องไล่เบี้ยเพื่อนครูได้ตามกฎหมาย แต่ในทางปฏิบัติติดปัญหาสำคัญคือ:
ลูกหนี้ล้มละลาย: หากเพื่อนครู (ลูกหนี้หลัก) ถูกศาลสั่งล้มละลายไปแล้ว ทรัพย์สินจะถูกจัดการโดยเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ การฟ้องร้องไล่เบี้ยโดยตรงจะทำได้ยาก และอาจไม่ได้รับชำระหนี้คืนหากลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินหลงเหลือ
ภาระติดตัวผู้ค้ำ: ในฝั่งของเจ้าหนี้ (ธนาคาร) ตราบใดที่ยังไม่ได้รับชำระหนี้ครบ เจ้าหนี้มีสิทธิบังคับชำระหนี้จากผู้ค้ำประกันได้ตามกฎหมายเดิม (หากสัญญากู้เกิดขึ้นก่อนการแก้ไขกฎหมายค้ำประกันฉบับใหม่) ทำให้ครูติ๋วยังคงต้องรับภาระชั้นศาลและพิทักษ์ทรัพย์ต่อไป

