ในทางกฎหมายอาญา ประเด็นเรื่อง “เจตนาฆ่า” เป็นสิ่งที่มีการโต้เถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้กระทำความผิดลงมือก่อเหตุไปแล้ว แต่ผลลัพธ์กลับไม่เกิดขึ้นเนื่องจากปัจจัยภายนอก คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1672/2569 ได้วางแนวบรรทัดฐานที่ชัดเจนและน่าสนใจอย่างยิ่งในกรณีที่มีการใช้อาวุธปืนกราดยิงเข้าไปในบ้านพักอาศัย ในขณะที่ผู้เสียหายและครอบครัวไม่อยู่ในบ้าน โดยศาลฎีกาได้วิเคราะห์องค์ประกอบความผิดไว้ 3 ประเด็นหลัก ดังนี้
1. การวิเคราะห์ “เจตนาเล็งเห็นผล” (ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 59 วรรคสอง)
จำเลยในคดีนี้มักต่อสู้ว่าตนไม่มี “เจตนาฆ่า” เนื่องจากรู้หรือคาดว่าไม่มีคนอยู่ หรือตั้งใจเพียงแค่ยิงข่มขู่ อย่างไรก็ดี ศาลฎีกาได้พิจารณาจาก “พฤติการณ์ภายนอกที่บ่งชี้ถึงสภาพจิตใจภายใน” โดยมีข้อสังเกตสำคัญคือ:
- ลักษณะของสิ่งปลูกสร้าง: บ้านที่เกิดเหตุเป็น “ที่อยู่อาศัยประจำ” ของผู้เสียหายและบุตร ไม่ใช่บ้านร้าง ย่อมเป็นวิสัยปกติที่อาจมีคนอยู่ภายในอาคารได้ตลอดเวลา
- ร้ายแรงของอาวุธและวิถีกระสุน: จำเลยใช้อาวุธปืนที่มีอานุภาพร้ายแรงกราดยิงเข้าใส่ตัวบ้านถึง 5 นัด กระสุนทะลุผนังเข้าไปถึงบริเวณประตูและตู้เสื้อผ้าด้านใน
ศาลฎีกาจึงวินิจฉัยว่า พฤติการณ์ที่ใช้อาวุธปืนร้ายแรงยิงเข้าไปในที่อยู่อาศัยประจำในระดับที่สามารถถูกอวัยวะสำคัญของมนุษย์ได้เช่นนี้ “จำเลยย่อมเล็งเห็นผลได้ว่ากระสุนปืนอาจจะไปถูกผู้เสียหายหรือบุคคลอื่นภายในบ้านจนถึงแก่ความตายได้” จึงฟังได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าโดยเล็งเห็นผล
2. การวิเคราะห์สถานะ “ไม่มีคนอยู่” : พยายามฆ่าธรรมดา หรือ พยายามที่เป็นไปไม่ได้?
จุดตัดทางกฎหมายที่สำคัญที่สุดในคดีนี้คือ ขณะเกิดเหตุผู้เสียหายออกไปกรีดยางและนำบุตรไปฝากไว้กับญาติ ทำให้ภายในบ้านไม่มีคนอยู่เลย การกระทำนี้จะถือเป็นความผิดฐานพยายามฆ่าตามมาตรา 80 หรือเป็นเพียงกระทำความผิดที่ไม่มีทางบรรลุผลได้อย่างแน่แท้ (พยายามที่เป็นไปไม่ได้) ตามมาตรา 81?
- มาตรา 81 (พยายามที่เป็นไปไม่ได้): จะต้องเกิดจากปัจจัยที่เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด เช่น ใช้ปืนปลอมยิง หรือยิงคนทีตายไปก่อนแล้ว
- คำวินิจฉัยของศาลฎีกา: การที่ผู้เสียหายไม่อยู่ในบ้านในคืนนั้น “เป็นเรื่องบังเอิญชั่วคราว” โดยสภาพแล้วบ้านหลังดังกล่าวยังเป็นวัตถุที่สามารถถูกฆ่าได้ การลงมือยิงจึงเกือบจะบรรลุผลสำเร็จแล้ว แต่ที่ไม่สำเร็จเป็นเพราะเหตุปัจจัยภายนอกมาขัดขวาง (ผู้เสียหายไม่อยู่พอดี) การกระทำของจำเลยจึงเข้าองค์ประกอบความผิดฐาน “พยายามฆ่าผู้อื่น” ตามมาตรา 80
3. การวิเคราะห์องค์ประกอบ “โดยไตร่ตรองไว้ก่อน” (มาตรา 289 (4))
ศาลฎีกาชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของการวางแผน โดยจำเลยทั้งสองได้รับคำสั่งมา มีการแบ่งหน้าที่กันทำ (คนหนึ่งขับรถ อีกคนหนึ่งยิง) มีการตระเตรียมจัดหารถจักรยานยนต์และอาวุธปืนล่วงหน้า ทั้งยังมีการนัดแนะไปเอาอาวุธปืน ณ จุดที่ซ่อนไว้เป็นขั้นเป็นตอน
พฤติการณ์ที่มีเวลาคิดทบทวน วางแผน และเตรียมการเช่นนี้ ถือเป็นการกระทำโดยไตร่ตรองไว้ก่อน เมื่อผู้เสียหายไม่ถึงแก่ความตาย จำเลยจึงต้องรับโทษฐาน “ร่วมกันพยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” (มีระวางโทษสองในสามของโทษประหารชีวิต คือ จำคุกตลอดชีวิต)
4. บทสรุปกรรมฐานความผิดอื่น ๆ
นอกจากความผิดฉกรรจ์ฐานพยายามฆ่าโดยไตร่ตรองไว้ก่อนแล้ว ศาลฎีกายังพิพากษาลงโทษจำเลยเรียงกระทงความผิดตามกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการกระทำในครั้งเดียวนี้อีกด้วย ได้แก่:
- ฐานทำให้เสียทรัพย์ (มาตรา 358): จากการที่กระสุนปืนทำความเสียหายแก่ผนัง ประตู และตู้เสื้อผ้า
- ฐานพาอาวุธปืนไปในทางสาธารณะ (มาตรา 371): พาไปโดยไม่มีเหตุอันสมควร
- ฐานยิงปืนโดยใช่เหตุในเมืองหรือชุมชน (มาตรา 376): ยิงปืนซึ่งใช้ดินระเบิดในหมู่บ้านหรือที่ชุมนุมชน
สรุปภาพรวมทางกฎหมาย: คำพิพากษาศาลฎีกาฉบับนี้ส่งสัญญาณเตือนอย่างชัดเจนว่า การใช้ศาลเตี้ยหรืออาวุธปืนยิงถล่มบ้านคู่อริเพื่อข่มขู่ แม้จะเลือกเวลาที่คิดว่าไม่มีคนอยู่ หรือโชคดีไม่มีใครได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่สามารถหลุดพ้นจากข้อหาหนักอย่าง “พยายามฆ่าผู้อื่นโดยไตร่ตรองไว้ก่อน” ได้ เพราะกฎหมายมุ่งเล็งเห็นถึงภัยอันตรายขั้นร้ายแรงจากการกระทำและเจตนาเป็นสำคัญ
————————
หากท่านมีข้อสงสัยว่าเคสของท่านเป็นกรณีตามข้อหาหรือฐานความผิดใดนั้นท่านสามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับคำปรึกษากับทีมทนายความของสำนักงานทาง Inbox หรือโทรศัพท์ 088-8851717 ทนายนวพล
เบอร์โทรสำนักงาน 053-014202
LINE ID : thenawarat17
บริษัทตั้งอยู่ที่
โครงการฟิฟธ์ อเวนิว รวมโชค
ตึกเลขที่ 555/143-144 หมู่ 2
ต.หนองจ๊อม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50210
บริษัทเปิดทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.30 น. – 17.00 น.
วันเสาร์ เวลา 8.30 น.–12.00 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์

