คดีนี้รถยนต์ประสบอุบัติเหตุและถูกนำไปจอดบริเวณ ไหล่ทาง เพื่อเปลี่ยนยางอะไหล่ ต่อมารถจักรยานยนต์ขี่มาตามไหล่ทางในเวลากลางคืนและชนท้ายรถยนต์ ทำให้ผู้ขี่ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิตภายหลัง
แม้คนขับรถยนต์จะถูกศาลอาญาพิพากษาว่า ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นถึงแก่ความตาย แต่ในคดีแพ่ง ศาลยังสามารถพิจารณาได้ว่า ผู้ตายมีส่วนประมาทด้วยหรือไม่ เพราะคำพิพากษาคดีอาญาไม่ได้วินิจฉัยว่าผู้ตายไม่มีส่วนประมาท
ศาลฎีกาพิจารณาว่า
- รถยนต์จอดอยู่บริเวณไหล่ทางและไม่ได้ล้ำช่องจราจร
- ผู้ตายขี่รถจักรยานยนต์มาตามไหล่ทาง
- เหตุเกิดในเวลากลางคืน
- ถนนบริเวณดังกล่าวเป็นทางตรง หากขี่ด้วยความเร็วเหมาะสม น่าจะสามารถมองเห็นรถที่จอดอยู่และชะลอหรือหยุดได้ทัน
ศาลจึงเห็นว่า ทั้งผู้ตายและคนขับรถยนต์ประมาทไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน ทำให้ค่าสินไหมทดแทนเป็น “พับ” คือ ต่างฝ่ายต่างรับความเสียหายของตนเอง และผู้รับประกันภัยไม่ต้องชำระค่าเสียหายตามฟ้อง
📌 ประเด็นสำคัญ
การถูกลงโทษในคดีอาญา ไม่ได้หมายความว่าจะต้องแพ้คดีแพ่งและจ่ายค่าเสียหายเสมอไป เพราะคดีแพ่งยังต้องพิจารณาพฤติการณ์และความประมาทของคู่กรณีแต่ละฝ่าย
นอกจากนี้ แม้ผู้รับประกันภัยจะ ขาดนัดยื่นคำให้การ แต่ไม่ได้หมายความว่าโจทก์จะชนะคดีโดยอัตโนมัติ และเมื่อประเด็นเรื่องผู้ตายมีส่วนประมาทถูกต่อสู้และสืบกันมาตั้งแต่ศาลชั้นต้น ผู้รับประกันภัยยังสามารถอุทธรณ์ประเด็นดังกล่าวได้
ข้อควรระวัง: ฎีกานี้ไม่ได้หมายความว่า “รถชนท้ายไม่ผิด” หรือ “มีส่วนประมาทแล้วหมดสิทธิเรียกค่าเสียหายทุกกรณี” แต่เป็นกรณีเฉพาะที่ศาลเห็นว่า ความประมาทของทั้งสองฝ่ายมีน้ำหนักไม่ยิ่งหย่อนกว่ากัน จึงให้ค่าเสียหายเป็นพับทั้งสองฝ่าย

