nawarat_law_firm__logo__500px

Supreme Court No.6294/2561

6294-2561
🛑 บทเรียนกฎหมายจาก “คดีแม่ภัทร” : เมื่อนิติกรรมที่เกิดจากการข่มขู่… ตกเป็นโมฆียะ
 
      จากกระแสดราม่ามหากาพย์ในสังคม กรณี “แม่ภัทร” เจ้าของโรงงานผลิตเครื่องสำอางพันล้าน ถูกลูกชายแท้ๆ ร่วมมือกับกลุ่มบุคคลอุ้มตัวไปกักขังไว้ในศูนย์ดูแลผู้สูงอายุ ก่อนที่ต่อมาจะพบความผิดปกติเรื่องการเข้าครอบครองกิจการและทรัพย์สินของโรงงาน
 
      คดีนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่ปัญหาระหว่างเครือญาติ แต่เป็นอุทาหรณ์ชิ้นสำคัญในทาง “กฎหมายนิติกรรมและสัญญา” ที่ผู้ประกอบการและนักธุรกิจทุกคนควรรู้ โดยเฉพาะประเด็นที่ว่า “หากเราถูกบังคับ ข่มขู่ หรือจำกัดเสรีภาพ จนต้องยอมยกทรัพย์สินหรือโอนหุ้นให้คนอื่น สัญญานั้นจะมีผลอย่างไรในทางกฎหมาย ?”  วันนี้เราจะพาไปถอดรหัสข้อกฎหมายนี้ โดยเทียบเคียงกับแนวทางคำพิพากษาศาลฎีกาที่เคยวางบรรทัดฐานไว้
 
⚖️ สัญญาที่เกิดจากความกลัว = “โมฆียะ” (บอกล้างได้)
ในทางกฎหมาย ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164 ระบุไว้ชัดเจนว่า “การแสดงเจตนาเพราะถูกข่มขู่ย่อมเป็นโมฆียะ” หมายความว่า หากมีการเซ็นสัญญาโอนหุ้น เซ้งสิทธิ์โรงงาน หรือยกทรัพย์สินใดๆ ให้กับอีกฝ่าย โดยที่เจ้าของทรัพย์สินไม่ได้เต็มใจ แต่ต้องยอมเซ็นเพราะถูกกักขัง หน่วงเหนี่ยว หรือกลัวว่าจะเกิดอันตรายต่อชีวิตและร่างกาย สัญญานั้นจะไม่มีผลผูกพันถาวร เจ้าของที่แท้จริงสามารถใช้สิทธิ “บอกล้าง” เพื่อให้สัญญานั้นสิ้นผล และเรียกทรัพย์สินทั้งหมดกลับคืนมาเป็นของตนเองได้
 
📖 เทียบเคียงคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2561
หากพิจารณาข้อเท็จจริงในคดีของแม่ภัทร จะพบว่ามีความคล้ายคลึงกับบรรทัดฐานใน คำพิพากษาศาลฎีกาที่ 6294/2561 อย่างมาก คดีดังกล่าวเกิดจากกรณีที่มีกลุ่มบุคคลเข้าไปหาจำเลยถึง “ที่ตั้งโรงงาน” พร้อมทั้งพูดจาข่มขู่จนจำเลยเกิดความกลัวภัยอันใกล้จะถึง จึงยอมกระทำตามและมอบเงินให้แก่โจทก์ ซึ่งในคดีนั้น ศาลฎีกาได้วินิจฉัยวางหลักการไว้ว่า
การกระทำที่ทำให้เกิดความกลัวภัยร้ายแรงจนจำเลยต้องยอมทำนิติกรรม ถือเป็นการข่มขู่ตามกฎหมาย ส่งผลให้การแสดงเจตนาทำนิติกรรมนั้นตกเป็นโมฆียะ เมื่อมีการบอกล้างแล้ว นิติกรรมย่อมตกเป็นโมฆะมาตั้งแต่เริ่มแรก และคู่สัญญาต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม (ต้องคืนทรัพย์สิน)
เมื่อหันมามองคดีของแม่ภัทร การพากลุ่มคนมาอุ้มตัวข้ามจังหวัดและนำไปกักขัง ย่อมถือเป็นพฤติการณ์ข่มขู่และจำกัดเสรีภาพที่ร้ายแรงกว่าอย่างเด่นชัด ดังนั้น สัญญาหรือเอกสารยินยอมใดๆ ที่ทำขึ้นภายใต้สถานการณ์ดังกล่าว ย่อมสามารถฟ้องเพิกถอนได้ตามแนวฎีกานี้เช่นกัน
 
🏢 สิทธิในการติดตามเอา “โรงงาน” คืน
นอกจากเรื่องการเพิกถอนสัญญาแล้ว ในแง่ของกรรมสิทธิ์ หากพิสูจน์ได้ว่าสิทธิ์ในโรงงานและการถือหุ้นถูกยักย้ายถ่ายเทไปโดยมิชอบ คุณแม่ในฐานะเจ้าของที่แท้จริงยังมีสิทธิตาม มาตรา 1336 ในการฟ้องติดตามเอาทรัพย์สินคืนจากบุคคลที่ไม่มีสิทธิยึดถือไว้ ซึ่งสิทธิตามมาตรานี้ ไม่มีอายุความจำกัด ต่อให้อีกฝ่ายจะอ้างสิทธิ์ครอบครองหรืออ้างว่าลงทุนรีโนเวทไปแล้ว ก็ไม่สามารถใช้เป็นข้ออ้างเพื่อยึดโรงงานไว้ได้
 
📌 สรุปมุมมองทางกฎหมายสำหรับผู้ประกอบการ
คดีนี้สะท้อนให้เห็นว่า กฎหมายให้ความคุ้มครอง “เจตนาที่บริสุทธิ์” ของคู่สัญญาเป็นสำคัญ ความยินยอมที่ได้มาจากการบังคับ ข่มขู่ หรือมิชอบด้วยกฎหมาย ไม่สามารถสร้างสิทธิที่ชอบธรรมให้กับผู้รับได้
สำหรับท่านที่กำลังติดตามคดีนี้อยู่ คงต้องรอจับตาดูพยานหลักฐานในชั้นศาลต่อไปว่า เอกสารและนิติกรรมต่างๆ ของโรงงานถูกเปลี่ยนมือไปด้วยวิธีการใด แต่อย่างน้อยที่สุด แนวคำพิพากษาศาลฎีกาที่มีอยู่ ก็เป็นเกราะคุ้มครองที่ยืนยันว่า “ความยุติธรรมพร้อมจะคืนความเป็นธรรมให้กับเจ้าของธุรกิจที่แท้จริงเสมอ”
———————
หากท่านมีข้อสงสัยว่าเคสของท่านเป็นกรณีตามข้อหาหรือฐานความผิดใดนั้นท่านสามารถนัดหมายเพื่อเข้ารับคำปรึกษากับทีมทนายความของสำนักงานทาง Inbox หรือโทรศัพท์ 088-8851717 ทนายนวพล
เบอร์โทรสำนักงาน 053-014202
LINE ID : thenawarat17
บริษัทตั้งอยู่ที่
โครงการฟิฟธ์ อเวนิว รวมโชค
ตึกเลขที่ 555/143-144 หมู่ 2
ต.หนองจ๊อม อ.สันทราย จ.เชียงใหม่ 50210
บริษัทเปิดทำการ
วันจันทร์ – วันศุกร์ เวลา 8.30 น. – 17.00 น.
วันเสาร์ เวลา 8.30 น.–12.00 น.
หยุดทุกวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
#บริษัทสำนักงานกฎหมายนวรัตน์จำกัด #สำนักงานกฎหมายนวรัตน์ #ทนายความเชียงใหม่ #ทนายความ #กฎหมาย #คดีแม่ภัทร #ความรู้กฎหมาย #ฎีกา6294_2561 #กฎหมายธุรกิจ #โมฆียะ #สัญญาระหว่างธุรกิจ