ข้อตกลงส่งเสียลูกจนจบ ป.ตรี… วันที่พ่อแม่เกษียณ ยังต้องจ่ายไหวไหม? (ถอดบทเรียนข้อกฎหมายจากคำพิพากษาศาลฎีกา 1694/2569)
ในวันที่ครอบครัวต้องสั่นคลอนจากการหย่าร้าง สิ่งที่พ่อและแม่มักกังวลที่สุดคืออนาคตของลูก หลายคู่เลือกจบปัญหาด้วยการทำ “สัญญาประนีประนอมยอมความ” โดยตกลงรายละเอียดเรื่องค่าเลี้ยงดู ค่ารักษาพยาบาล และค่าศึกษาเล่าเรียนไว้อย่างชัดเจน แต่เมื่อเวลาผ่านไป เงื่อนไขชีวิตเปลี่ยน พ่อหรือแม่อาจไม่ได้มีรายได้เท่าเดิม คำถามสำคัญคือ ข้อตกลงเหล่านั้นยังบังคับได้อยู่ไหม และถ้าวันหนึ่งเราไม่ไหว ศาลจะช่วยผ่อนผันได้หรือไม่?
สัญญาขยายเวลาดูแลลูก: สมัครใจทำได้ และมีผลตามกฎหมาย
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ (ป.พ.พ.) มาตรา 1564 กำหนดไว้ว่า บิดามารดามีหน้าที่อุปการะเลี้ยงดูและให้การศึกษาแก่บุตร “ในระหว่างที่เป็นผู้เยาว์” (อายุไม่เกิน 20 ปี) เท่านั้น
ทว่า ในความจริงของการส่งเสีย บิดามารดาจำนวนมากปรารถนาให้ลูกได้เรียนต่อจบปริญญาตรี หรือเรียนสูงสุดเท่าที่ลูกต้องการ ศาลฎีกาได้เคยวางหลักไว้ว่า บทบัญญัติเรื่องผู้เยาว์เป็นเพียง “หน้าที่ขั้นต่ำ” ที่กฎหมายบังคับไว้ แต่ไม่ได้มีข้อห้ามว่าบิดามารดาจะดูแลลูกที่โตบรรลุนิติภาวะแล้วไม่ได้
ดังนั้น หากบิดาทำสัญญาประนีประนอมยอมความ ตกลงจะจ่ายค่าเลี้ยงดูและค่าเรียนจนจบปริญญาตรี (หรือขั้นสูงสุด) ทั้งในและต่างประเทศ ข้อตกลงนี้ถือเป็น ความสมัครใจและความปรารถนาดีของบิดา ที่ยืดขยายหน้าที่ออกไป ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชน สัญญานี้จึงมีผลสมบูรณ์และบังคับใช้ได้ตามกฎหมาย
ค่าเลี้ยงดูไม่ใช่ข้อผูกมัดชั่วชีวิต: ย่อมปรับเปลี่ยนได้ตามฐานะ
แม้ยอดเงินหรือข้อตกลงจะเซ็นยินยอมกันไว้อย่างชัดเจน แต่กฎหมายก็ยังเปิดช่องไว้ให้ความเป็นธรรมกับผู้มีหน้าที่จ่าย เพราะ “ค่าอุปการะเลี้ยงดูมีลักษณะเป็นการชั่วคราว” ไม่ใช่เรื่องที่แก้ไขไม่ได้เลยตลอดชีวิต
ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1598/38 และ 1598/39 ระบุว่า ศาลจะกำหนดค่าเลี้ยงดูเพียงใด หรือจะไม่ให้เลยก็ได้ โดยคำนึงถึงความสามารถของผู้จ่าย และฐานะของผู้รับ หากต่อมาพฤติการณ์ รายได้ หรือฐานะของคู่กรณีเปลี่ยนแปลงไป เช่น ฝ่ายบิดาเกษียณอายุจากการทำงานประจำ ไม่มีรายได้ที่แน่นอน หรือตกอยู่ในภาวะยากลำบาก บิดาก็มีสิทธิยื่นเรื่องต่อศาลเพื่อขอ “เพิกถอน ลด หรือยกเลิก” ค่าอุปการะเลี้ยงดูนั้นได้เสมอ
บทสรุปสำหรับพ่อแม่
สัญญาประนีประนอมเรื่องลูกที่ทำไว้ มีผลผูกพันจริงและต้องปฏิบัติตาม แต่กฎหมายไม่ได้ใจร้ายจนบีบบังคับให้คนจ่ายต้องล้มละลาย หากวันใดที่ภาระทางกายหรือฐานะทางการเงินเปลี่ยนไปอย่างมีนัยสำคัญ กฎหมายเปิดช่องให้กลับมาร้องขอความเห็นใจจากศาลเพื่อปรับลดความช่วยเหลือให้เหมาะสมกับความเป็นจริงในปัจจุบันได้เสมอ

