กรณีข่าว ต้า เฟดเฟ่ กับ ยัต ชัยโสโร หากประเด็นข้อเท็จจริงเป็นเรื่อง ผู้สร้างผลงานทำงานให้บริษัท แล้วเกิดข้อพิพาทว่าใครเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ หลักกฎหมายสำคัญคือ ลิขสิทธิ์ไม่ได้ตกเป็นของบริษัทโดยอัตโนมัติเพียงเพราะงานถูกสร้างขึ้นในระหว่างทำงาน แต่ต้องพิจารณาว่าเป็นการสร้างสรรค์ในฐานะ ลูกจ้าง หรือ รับจ้างทำงาน และมีข้อตกลงเป็นหนังสือหรือไม่
1. หลักทั่วไป: ผู้สร้างสรรค์เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์
ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 มาตรา 8 โดยหลัก ผู้ที่สร้างสรรค์งานขึ้นย่อมเป็นผู้มีลิขสิทธิ์ในงานนั้น
ดังนั้น คำว่า “บริษัทเป็นคนจ่ายเงิน” หรือ “บริษัทเป็นผู้เผยแพร่ผลงาน” ไม่ได้หมายความว่าบริษัทจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เสมอไป ต้องดูฐานทางกฎหมายและข้อตกลงประกอบด้วย
2. ถ้าเป็น “พนักงานหรือลูกจ้าง” ใช้มาตรา 9
มาตรา 9 พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 วางหลักว่า
งานที่ผู้สร้างสรรค์สร้างขึ้นในฐานะพนักงานหรือลูกจ้าง หากไม่ได้ทำเป็นหนังสือตกลงไว้เป็นอย่างอื่น ลิขสิทธิ์ในงานนั้นเป็นของผู้สร้างสรรค์
แต่นายจ้างยังมีสิทธินำงานนั้นออกเผยแพร่ต่อสาธารณชนได้ ตามวัตถุประสงค์แห่งการจ้างแรงงาน
พูดง่าย ๆ คือ
พนักงานสร้างงาน → โดยหลักลิขสิทธิ์เป็นของผู้สร้างงาน
บริษัทนายจ้าง → ไม่ได้เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์โดยอัตโนมัติ
เว้นแต่มี ข้อตกลงเป็นหนังสือ กำหนดไว้เป็นอย่างอื่น เช่น สัญญาระบุชัดว่าผลงานหรือทรัพย์สินทางปัญญาที่พนักงานสร้างขึ้นตกเป็นของบริษัท
คดีนี้ผู้สร้างสรรค์เป็น ลูกจ้าง และสร้างโปรแกรมคอมพิวเตอร์ขึ้นเพื่อใช้ในกิจการของนายจ้าง แต่ไม่ปรากฏว่ามีการทำหนังสือตกลงให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของนายจ้าง
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า แม้งานจะสร้างขึ้นในฐานะลูกจ้างและเพื่อใช้ในกิจการของบริษัท ลิขสิทธิ์ก็ยังเป็นของผู้สร้างสรรค์ เพราะไม่มีข้อตกลงเป็นหนังสือให้ลิขสิทธิ์ตกเป็นของนายจ้าง
บริษัทมีสิทธิใช้หรือเผยแพร่งานได้ภายในขอบเขตวัตถุประสงค์แห่งการจ้าง แต่ไม่ได้หมายความว่าบริษัทกลายเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

